ในโลกนี้มีความจริงอยู่สองอย่าง

.
.
.
ช่วงเย็นของวันที่ 3 กรกฎาคม 2554
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า
พรรคเพื่อไท ได้คะแนนเสียงชนะอย่างท่วมท้น จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวเองได้
อย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้ในสายตาของ “ผู้ที่มีการศึกษา” หลายคน
.
.
ระหว่างที่ผมฟังผลการเลือกตั้งอยู่นั่นเอง มือซ้ายของผมก็หยิบ BB ขึ้นมา
บรรจงกดอย่างช้าๆเพื่อเข้าไปดู Status ของคนที่ตัวเองเรียกว่า “เพื่อน” ใน Facebook
ภาพเหตุการณ์ในอดีตตอนช่วง ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ราชประสงค์ กับการสลายการชุมนุมหลายแห่ง
ผุดขึ้นมาในความทรงจำอันเลวร้ายเกี่ยวกับ Facebook ในคราวก่อน
.
.
และแล้วมันก็เป็นไปอย่างที่ผมคาดไว้
Status ต่างๆใน Facebook ที่บ่นสาปแช่งก่นด่าคนคิดต่างกับตัวเอง
ราวกับวัวกับควายก็มิปาน
รวมทั้งการประกาศตัดเพื่อนฝูงกับบุคคลที่ไม่ได้กาเบอร์ X
หรือเป็นพวกเดียวกันของตัวเอง..
.
.
สาวๆ น่ารักหลายคน
ผรุสวาทคำว่า เหี้ย และ สัตว์ชั้นต่ำ
ได้อย่างไม่อายสายตาใคร
.
.
สถานการณ์ใน Facebook เริ่มรุนแรงขึ้น
ยิ่งด่าแรง ยิ่งสะใจ Like ก็ยิ่งเยอะ…
พอ Like เยอะ ก็ยิ่งหาคำที่หนักกว่ามาด่าต่อไป
.
.
ณ ขณะนั้น ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า
วันนี้ ประเทศของเรามีระบอบการปกครองอะไรกันแน่?
.
.
ก่อนการเลือกตั้ง ผมสังเกตนโยบายที่แต่ละพรรคบอกว่า
จะรีบดำเนินการปรองดอง สมานฉันท์
เพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
แต่หลังจากผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว
ผมคิดว่า ไม่ว่าพรรคไหนๆก็คงทำไม่ได้หรอก
แค่นั่งอ่านดูใน Facebook ก็รู้แล้ว : )
.
.
ลองคิดดูว่า หากการเลือกตั้งครั้งนี้่เป็นเกมส์ฟุตบอล
ฝ่ายที่แพ้ ไม่ยอมรับการตัดสินของกรรมการ
บ่นด่า กล่าวหา และสาบแช่งกองเชียร์ฝ่ายตรงข้าม
เกมส์ฟุตบอล เกมส์นี้ก็คงจบลงอย่างพินาศชิบหาย
.
.
ในทางกลับกัน คำว่า “ปรองดอง” ที่พูดกันนั้น
คนที่ทำได้จริงนั้น มักจะเป็น ผู้ชนะ มากกว่า ผู้แพ้
ผู้ชนะ เรียกร้องให้เกิดการ ปรองดอง
แต่ ผู้แพ้ จะโอดครวญถึงความไม่เป็นธรรมเสมอๆ
.
.
ผมเชื่ออยู่ลึกๆว่า การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง (แบบสันติ)
ทำให้คำว่า ประชาธิปไตย มีความหมายสมบูรณ์ในตัวของมัน
.
.
มีคำกล่าวที่ผมเคยได้ยินมาว่า ในโลกนี้มีความจริงอยู่สองอย่าง
คือ
จริงของมึง กับ จริงของกู …
ซึ่งทั้งสองคำนี้
เป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่สามารถมาบรรจบกันได้
.
.
คืนวันที่ 3 กรกฎาคม 2554
หลายคนกำลังไว้อาลัยให้กับประเทศไทย หลังจากดูผลการเลือกตั้ง
แต่ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2554
คนกลุ่มเดียวกันนั้นเอง นั่งมองหุ้นบวกขึ้นไป 48 จุด
.
.
แล้วก็ยิ้ม..
.
.
.
.
มันช่างเป็นรอยยิ้มที่น่าสมเพชเสียเหลือเกิน…
Posted in Investment, LifeStyle
