ฝนตกขึ้นฟ้า : เรากำลังมองความชอบธรรมผ่านโลกกลับหัว?

by Bugnoms.com on 29/11/2011
05 ฝนตกขึ้นฟ้า : เรากำลังมองความชอบธรรมผ่านโลกกลับหัว?
.
.
.
วินทร์ เลียววาริณ เป็นนักเขียนคนแรกที่ทำให้เด็กคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือ
กลายเป็นเด็กที่ “ลุ่มหลง” การอ่านหนังสือ..
แม้ในตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจถึงนัยยะของหนังสือ “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” เท่าไรนัก
แต่กลับติดใจแนวคิดวิธีการหักมุมใน “สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง” ขนาดหนัก
.
.
และ
ฝนตกขึ้นฟ้า คือ นิยายที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังฟิลม์นัวร์ ของนักเขียนคนนี้
กลายมาเป็นหนัง ฟิลม์นัวร์ จริงๆ ผ่านฝีมือผู้กำกับที่ชื่อว่า เป็นเอก รัตนเรือง
.
.
เรื่องย่อ
ตุล เป็นอดีตนายตำรวจหนุ่มมือสะอาด อนาคตไกล แต่วันหนึ่งเขาถูกบังคับให้ทิ้งคดีใหญ่ที่สุดคดีหนึ่ง เพราะจำเลยในคดีนั้นคือผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย หลังจากคดีถูกยกฟ้อง ตุล ตัดสินใจลาออกจากราชการ สิ่งหนึ่งที่ประชาชนธรรมดาๆ อย่างเราไม่รู้ก็คือ ในประเทศเรามีองค์กรลับๆ องค์กรหนึ่งถูกตั้งขึ้นมาเมื่อราวๆ 30 ปีมาแล้ว จุดประสงค์ขององค์กรนี้ก็คือ “เก็บ” มารสังคมที่กฎหมายทำอะไรไม่ได้ เช่นพวกนักการเมืองคอร์รัปชั่น พ่อค้ายาเสพติดที่มาในรูปของนักธุรกิจ หรือว่าพวกที่ร่ำรวยอยู่ในอุตสาหกรรมค้าประเวณีเด็ก และอิทธิพลเหนือกฎหมายทั้งหลาย เป็นต้น
.
.
องค์กรนี้เชื่อว่า ในเมื่อความชอบธรรมไม่มีในสังคม เราก็ต้องสร้างความชอบธรรมขึ้นมาเอง ความคิดนี้เริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา และปัจจุบันหลายๆ ประเทศต่างก็มีองค์กรเช่นเดียวกันนี้ ตุล กลายเป็นมือสังหารขององค์กรนี้ราว 4 ปีแล้ว
.
.
งานชิ้นล่าสุด ตุล พลาดท่าถูกยิงที่ศีรษะ เขารอดตายหวุดหวิด แต่ก็นอนโคม่าอยู่ร่วม 2 เดือน เมื่อฟื้นขึ้นมา ตุล เห็นภาพทุกอย่างกลับหัว และถึงแม้ว่าเขาจะพักฟื้นจนร่างกายสมบูรณ์แล้ว สายตาของเขาก็ยังเห็นภาพกลับหัวอยู่เช่นเดิม มือสังหารไม่น่าจะเป็นอาชีพที่ดีนักสำหรับคนที่เห็นทุกอย่างกลับหัว ตุล จึงตัดสินใจลาออกจากองค์กรลับแห่งนั้น เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะวางปืน อำลาอดีต และกลับไปบ้านเกิดในชนบทเพื่อมีชีวิตใหม่ที่เรียบง่าย และสงบสุข แต่กรรมที่ ตุล ทำไว้ในอดีตจะปล่อยให้เขาหลุดจากบ่วงของมันได้ง่ายๆ จริงหรือ ความชอบธรรมที่เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขามีส่วนสร้างมันขึ้นมานั้น แท้จริงแล้วมันเป็นความชอบธรรมจริงหรือ และสมณเพศที่ตุลตัดสินใจเข้าไปใช้ชีวิตอยู่นั้นจะสามารถให้ความสงบร่มเย็นกับคนที่ยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมอย่างเขา
.
.
หรือ… “มนุษย์เราอาจจะลืมอดีตได้ แต่อดีตไม่มีวันลืมเรา”
Credit: SfCinemacity.com
.
.
(บทความนี้อาจจะเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง)
.
.
ในหนังได้กล่าวถึง บทความที่ชื่อว่า “ยีนพูล กาฝาก กับความยุติธรรม”
มีใจความสำคัญว่า “ผู้ที่แข็งแรงสุดคือผู้ชนะในวิวัฒนาการ แต่ผู้ที่แข็งแรงสุดอาจไม่ใช่ผู้ที่ดีสุด การควบคุมตัดตอนสายพันธุ์ชั่วร้ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น” (อ่านบทความฉบับเต็มๆได้ที่หนังสือของคุณวินทร์นะฮะ ^^)
.
.
บทความนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้องค์กรเลือกที่จะสร้าง ความชอบธรรม ในการจัดการ “เก็บ” ยีน(คน)ที่ “เลว” โดยอ้างอิงทฤษฎีที่ว่าเมื่อ ความยุติธรรม ไม่มีจริงในโลก การมีอยู่ขององค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้าง “ความยุติธรรม” ในสังคมต่อไป
.
.
สำหรับตัวผมเองนั้น เมื่อดูหนังจบ รู้สึกว่า “ความชอบธรรม” สำหรับแต่ละคน “ตีความ” ได้ไม่เหมือนกัน
เหมือนกับการที่เราตัดสินสิ่งที่ดีและเลว จาก ศีลธรรมจากก้นบึ้งของส่วนลึกในจิตใจแต่ละคน
.
.
ดังนั้น เมื่อเราใช้ความชอบธรรมที่ไม่เหมือนกัน แล้ว “ความยุติธรรม” ในโลกนี้มันจะมีจริงได้อย่างไร
.
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากสังคมของประเทศแห่งหนึ่ง ก็รู้แล้วว่า…
- คนที่อ้างว่าตัวเองมีการศึกษาหลายๆคน ล้วนใช้ความชอบธรรม ในการตัดสินผู้ที่ไร้การศึกษาว่าเป็นผู้ที่ต่ำต้อย หรือพลเมืองเกรดสองของประเทศ ในทางกลับกัน คนที่สถานะทางสังคมต่ำกว่า ก็รังเกียจวิธีทางของผู้ที่สูงกว่า เฉกเช่นเดียวกัน
- ความชอบธรรมในการใช้สิทธิของตนเองแสดงออกการกระทำแบบผิดๆ ที่มักจะมีคำตอบของการกระทำว่า ทำแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน (เพราะคนที่เดือดร้อนมันไม่กล้าพูด เลยแปลว่ามันไม่เดือดร้อน)
- ความยุติธรรมที่เห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ที่ร่ำรวยในระบบทุนนิยม มักจะเป็นผู้บริสุทธิ์ในระบบกระบวนการยุติธรรมอย่างสม่ำเสมอ หรือไม่ก็หลบหนีไปต่างประเทศได้อย่างง่ายๆ อย่างที่ควายตัวไหนก็หาไม่เจอ
ดังนั้น ความชอบธรรม และ ความยุติธรรม ที่เราสร้างขึ้นมา จึงไม่อาจเป็นบรรทัดฐานในการจัดการสังคมเน่าๆแบบนี้ได้
.
.
เมื่อตัวละครหลักในเรื่องเอ่ยปากถามตุลว่า เห็นฝนตกขึ้นฟ้าแล้วรู้สึกยังไง..
“ก่อนหน้านี้ ผมมองอะไรเพียงผิวเผิน ฉาบฉวย แต่ตอนนี้ การเห็นภาพกลับหัว มันทำให้ผมมองทุกสิ่งอย่างละเอียดขึ้น”
.
.
.
เมื่อเราเลือกที่จะมองสิ่งที่เรียกว่า ความชอบธรรม และ ความยุติธรรม กลับหัวบ้าง
บางที เราอาจจะมองเห็นว่า…
คำว่า “ธรรม” อาจจะแทนที่ด้วยคำว่า “กรรม”
.
.
.
ในเมื่อเราไม่รู้จักความดี และความเลว
ในเมื่อความยุติธรรม และความชอบธรรมเป็นสิ่งจอมปลอม
บางทีแล้ว “กรรม” อาจจะกลายเป็นคำตอบของ “การกระทำ”
.
.
คิดแล้วน่าเสียดายที่โลกของผมไม่ได้กลับหัว
เพียงแต่ผมเลือกที่จะกลับหัวตัวเอง
แล้วมองโลก
.
.
ก็แค่นั้น?
No Comments

น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?

by Bugnoms.com on 9/11/2011
000 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?
.
.
ผมมองเห็นถนนที่เต็มไปด้วยน้ำ..
น้ำที่ล้นออกมาจากคลอง จากทำนบ จากเขื่อน
น้ำที่ผุดออกมาทางท่อต่างๆ
ท่อน้ำทิ้ง ท่อระบายน้ำ ท่อในบ้าน
และช่องว่างเล็กๆอีกมากมายที่ “น้องน้ำ” จะออกมาได้
เหมือนกับหล่อนกำลังบอกเราว่า
ไม่มีอะไรที่สามารถต่อกรกับธรรมชาติได้
.
.
0011 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?.
.
รู้ซึ้งถึงจิตใจมนุษย์
เมื่อมีปัญหา “เรา” เลือกที่จะทำอะไร
บางคนเลือกที่จะช่วยเหลือตัวเอง
บางคนเลือกที่จะช่วยเหลือคนอืน
บางคนก็เลือกที่จะทำลายคนอื่น
แต่อย่างไรก็ตาม
หลายคนเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย…
.
.
0021 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?.
.
สุภาษิตที่ว่าเข้าตามตรอก ออกตามประตู
อาจจะใช้ไม่ได้ เมื่อน้้ำกำลังมาจ่อที่ปากประตูบ้าน
ถ้าเปรียบเสมือน “น้ำ”  เป็น “ปัญหา” ที่วิ่งเข้าใส่ชีวิต
เราเลือกที่จะปิดประตู ก่อกระสอบทราย กั้นผนังปูน
เพื่อหนีปัญหา หรือป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้
แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อน้ำเข้ามาในบ้าน และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ
เราจะรู้สึกตัวว่า “ปัญญา” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการกับ “ปัญหา”
.
.
0031 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?.
.
ทรัพย์สินที่สูญหาย หรือ ถูกทำลายด้วยอุทกภัย
ยังไม่น่าเสียดาย ถ้าเรามองเห็นถึงความสำคัญของ
สิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต”
แต่ถ้าเมื่อไรเราให้คุณค่ากับ “ทรัพย์สิน” มากกว่า “ชีวิต”
เมื่อนั้นก็เหมือนกับว่า จิตใจ ของเราถูกทำลาย
เมื่อไม่มีจิตใจ เราก็ไม่มีความหมายที่จะมีชีวิตอยู่
.
.
0041 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?.
.
ห้องทำงานที่หรูหรา โรงงานที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรที่มีมูลค่ามหาศาล
ท้ายที่สุดแล้วก็กลายเป็นเพียงห้องร้าง ที่เหลือเพียงแต่ความเงียบ…
เงียบซะจนผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองถามว่า
ทุกวันนี้ เราทำงานหนัก ไปเพื่ออะไร…
.
.
0051 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?.
.
บนสะพานเป็นกลายเป็นถนน
ส่วนถนนใต้สะพานกลายเป็นแม่น้ำ
ระหว่างที่รถทหารแล่นผ่านผืนน้ำใต้สะพาน
ผมเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบน
เห็นสายตาของผู้ที่อาศัยอยู่บนสะพาน
เราสบตากันสักพัก…
ผมพลันนึกถึงคำสอนของแม่
เมื่อไรก็ตามที่เราขึ้นไปอยู่บนที่สูง
อย่าลืมที่จะชะโงกลงมามองดูเงาของตัวเอง
และเผื่อแผ่ความสุขไปยังคนที่อยู่ต่ำกว่าเราบ้าง
เพราะคนเราไม่สามารถอยู่บนที่สูงไปได้ตลอดชีวิต
.
.
0061 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?.
.
กระสอบทรายเพียงหนึ่งกระสอบ
คงไม่สามารถกีดขวางสายน้ำที่มากขนาดนี้ได้
หลายเสียงค่อนขอดว่า ทำไมถึงไม่ป้องกันบ้าน
ทำไมถึงปล่อยให้น้ำเข้าบ้าน
หรือน้ำมาแค่นี้ ถ้าหากเป็นเค้า “เอาอยู่” แน่ๆ
ผมฟังคำถามของเค้าแล้ว ไม่กล้าตอบอะไร
ทำได้เพียงแค่ยิ้ม….
.
.
0071 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?.
.
การเมือง
เลือกข้าง
การเลือกตั้ง
เสียงส่วนใหญ่
ประชาธิปไตย อำมาตย์
การบริหารจัดการของรัฐ
ภาพลักษณ์ที่ทุกฝ่ายสร้าง
อาจจะรวมถึง ควายแดง สลิ่ม ทับทิมกรอบ ทั้งหลาย..
เมื่อเกิดปัญหา คนไทยถึงได้รู้ตัวว่า
เราเกลียดกันมากแค่ไหน…
บางที เราอาจจะต้องย้อนถามตัวเองก่อนว่า
จุดยืนของเรา อยู่ที่ไหน
ย้อนกลับไปมองว่า เราอาจจะเลือก ผิดคน ผิดฝ่าย หรือเปล่า
หรือว่าจริงๆ มันไม่มีฝ่าย ไม่มีข้าง ให้เราเลือกตั้งแต่แรก
แต่เราสร้างมันขึ้นมาเอง..
.
.
0081 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?.
.
การเดินทางด้วยเท้าของเราเอง
อาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด..
ในเวลาที่เกิดปัญหา
อย่าหวังให้ใครมาช่วย
จงช่วยเหลือตัวเองก่อน..
.
.
009 น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?
เสียงโทรศัพท์ของเพื่อนๆ พี่น้อง หลายคน ที่โทรเข้ามาถามไถ่ในวันที่
น้ำท่วมบ้าน
ความช่วยเหลือทั้งหลายที่ผมได้รับ หรือแม้แต่ความพยายามที่จะช่วย
เหลือทั้งหลาย (ที่อาจจะไม่สำเร็จ ^^)
ทำให้ผมมองเห็นถึงความสุขเล็กๆ จากสิ่งที่เรียกว่า “มิตรภาพ”
ท้ายที่สุดแล้ว
ยังไม่มีคำตอบว่า น้ำท่วม เรามองเห็นอะไร?
แต่อย่างน้อยขอให้มองเห็น “น้ำใจ” จากคนรอบข้าง
เหมือนที่ผมได้เห็นยามที่ประสบ “ปัญหา”
ก็คุ้มเกินพอแล้ว..
No Comments

อุโมงค์ผาเมือง : เราเลือกที่จะโกหก

by Bugnoms.com on 18/09/2011

อุโมงค์ผาเมืองเป็นเรื่องที่นำมาจากบทละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งเป็นเรื่องของคำให้การในศาลของบุคคลสามคน คือ โจร แม่หญิง และ ขุนศึก ที่ไม่ตรงกันเลยสักกะนิด!!
เมื่อดัดแปลงจาก “ราโชมอน” มาเป็น “อุโมงค์ผาเมือง” หนังเลือกที่เล่าเรื่องถึง นครผาเมืองในสมัยกลียุค ซึ่งเกิดคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์อันเป็นปริศนาที่น่าสะพรึงกลัวและซับซ้อนซ่อนเงื่อนสุดที่จะค้นหาความจริงได้ โจรป่าสิงห์คำผู้โหดร้ายที่สุดในแผ่นดินถูกจับได้ในคดีฆาตกรรม ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า และข่มขืน แม่หญิงคำแก้ว ภรรยาของขุนศึกในป่านอกเมือง ขณะเดินทางเพื่อไปยังนครเชียงคำ แต่ทั้งสามกลับให้การตรงกันว่า ตัวเองเป็นผู้ฆ่าขุนศึกเอง!!!
.
.
โจรป่า ฆ่าขุนศึกเพราะตัวเองเป็นโจรป่าที่ยิ่งใหญ่ รบชนะขุนศึกด้วยฝีมือ
แม่หญิง ฆ่าขุนศึกเพราะความอับอายที่สามีตนมองด้วยสายตาที่น่ารังเกียจ
ขุนศึก ฆ่าตัวตายเพราะความอับอายในศักดิ๋ศรีของตน
.
.
.
ในสามคนนี้ ควรจะมีคนหนึ่งที่พูดเรื่องจริง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครที่พูดความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว
.
.
.
เราอาจจะถามว่า ทำไมคนเหล่านั้นต้องโกหก?
โจรป่า อาจจะอยากให้ตัวเองดูดีก่อนตาย
แม่หญิง อาจจะกลัวว่าคนมองว่าตนไม่มีศักดิ์ศรี
ขุนศึก อาจจะต้องการรักษาภาพของการเป็นขุนพลที่ยิ่งใหญ่
.
.
.
แต่ความจริงเล่า? คืออะไรกันแน่
.
.
.
ผมคิดว่า มันอาจจะเป็นตามที่สัปเหร่อในเรื่องนี้ว่าไว้
“คนเราเลือกที่จะเห็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเห็น และเลือกที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน”
.
.
.
สิ่งที่สะท้อนจากเรื่องนี้ก็คือ
เราทุกคนเลือกที่จะโกหกเสมอในขณะที่พูดถึงตัวเอง
เพราะมันเป็นบาปที่เราทำได้ง่ายสุด โดยที่เราไม่เคยรู้ตัว
.
.
สมมุติง่ายๆ ว่ามีคนมาเหยียบเท้าเรา แล้วเรารู้สึกโกรธ
แต่พอคนถามว่าเป็นไรหรือเปล่า
เรามักจะบอกว่า “ไม่เป็นไร” (ทั้งๆที่อยากจะตบกบาลมันเหลือเกิน)
เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะเรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราว่าไม่ดี และไม่มีมารยาท
.
.
ท้ายที่สุดแล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ได้สอนอะไรเรา นอกจากความจริงที่ว่า
สิ่งที่คุณมองเห็นว่าเป็นจริงนั้น มันเจือปนไปด้วยความไม่จริง
“อัตตา” ที่คุณคิดว่าดีว่าถูกนั้น จริงๆแล้วมันคือ “อนัตตา”
.
.
ดูหนังจบแล้ว ผมได้ยินเสียงคนในโรงบอกว่า
“หนังไม่เห็นมีห่าอะไรเลย”
ผมอยากถามหันไปถามเค้ากลับว่า
“จะเอาอะไรกับชีวิต?”
.
.
แต่ก็ไม่กล้า…
1 Comment