โชคดีที่เคยโชคร้าย : ตอนที่ 0

สวัสดีครับ
ผู้โชคดีที่เผลอเข้ามาอ่านไดอารี่ของผม
จริงๆแล้ว ผมไม่ค่อยชอบหรอกนะครับ ไอ้เรื่องขีดๆเขียนๆนี่
เพราะผมเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง เขียนอะไรก็ไม่เป็นเท่าไร
แต่ก็ดีใจนะครับ ที่แวะเข้ามาอ่าน … (ยิ้ม)
ผมชื่อ “โชคดี” ชื่อเล่นว่า “โชค” คุณจะเรียกผมว่า “ไอ้โชค” หรือ “คุณโชค” ก็แล้วแต่คุณนะครับ
ผมทำงานเป็นบุรุษพยาบาล พ่วงด้วยอาชีพเสริม คือ คนขับรถพยาบาลของโรงพยาบาล
ใช่ครับ ผมเป็น บุรุษพยาบาลที่ขับรถพยาบาลของโรงพยาบาล
ที่ผมชื่อว่า “โชคดี” ก็เพราะผมเกิดวันศุกร์ที่ 13
พระท่านเลยตั้งชื่อให้เพื่อแก้เคล็ด จะได้ไม่โชคร้าย …
ท่านบอกกับพ่อผมแบบนั้น
.
.
แต่จริงๆแล้ว คนอื่นๆ ชอบเรียกผมว่า “ไอ้ชัก”
มันไม่ได้มาจาก “ชัก” อย่างที่คุณกำลังคิดหรอกครับ
แต่มันมาจากตัวละครที่ชื่อว่า “ชักกี้” (Chucky)
ไอ้ตัวตุ๊กตาโรคจิตที่ไปไหนแล้วต้องมีคนตายห่าทุกคนนั่นแหละครับ
.
.
.
ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าทำไม
ก็เพราะผมมันคือ “ตัวซวย” ไงล่ะครับ
ออกไปไหนใครๆก็ซวย ไม่เจ็บป่วย ก็ตาย หรือไม่งั้นก็ต้องมีเรื่องประหลาดๆ
ผมเริ่มจำความถึงความซวยครั้งแรกก็ตอนที่อายุประมาณ 12 ขวบ
ระหว่างที่ผมกำลังวิ่งเล่นก่อกองทรายอยู่นั้น
ผมก็เห็นรถพยาบาลจอดข้างหน้าบ้านของเพื่อนบ้านที่ชื่อว่า ป้าแต้ว
พร้อมกับได้ยินเสียงร้องไห้ระงมไปทั่วบ้าน โฮๆๆๆ ฮือๆๆ
ด้วยความที่เป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นว่า เกิดอะไรขึ้น เลยวิ่งเข้าไปดู
“ป้าๆ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ” ผมตะโกนถาม
“ไอ้โชค มึงอย่าเสือกกกกกกกกกกกกกกกก ฮือๆๆๆๆๆๆ”
“ป้าเป็นอะไร”
“ออกไป!!!! ฮือๆๆๆ”
ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่า ลุงจัน ผัวของแกตายเพราะโดนไฟดูด
แต่มันน่าตลกตรงที่แกมาโทษผมว่าเป็นตัวซวย ทำให้ผัวแกตาย
“ถ้าไอ้โชคไม่เข้ามา พี่เค้าคงไม่ตาย”
โถ่เอ้ย ผมจะไปทำแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะครับ
.
.
.
หลังจากเรื่องนี้ พวกชาวบ้านก็คอยจับตาดูผมอย่างสนุกสนาน
ราวกลับผมเป็นตัวซวยประจำหมู่บ้านถ้าไปไหน ไม่มีคนเจ็บ ก็ต้องมีคนตาย
ถึงขั้นเอาผมไปพนันว่า วันนี้จะทำคนตายไปกี่คน
แล้วผมจะรู้ได้ไงว่า เวลาไปไหนแม่งจะมีคนตายห่ากันหมด
ทุกวันนี้ก็มีแต่ “อากง” ที่คอยเข้าใจผมอยู่คนเดียว
แกเลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กน่ะครับ ด้วยความที่ผมเป็นลูกพ่อแม่ไม่ค่อยรักเท่าไร
ช่วงที่ผมเกิดก็มีวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้พ่อแม่ต้องทำงานหนัก
ผิดกับไอ้(เหี้ย) “เอมมี่” น้องชายที่ไม่ค่อยจะเป็นผู้ชายของผม
คิดดูสิครับขนาดมันเป็นตุ๊ด พ่อแม่ยังรักมันมากกว่าผมเลย
ผมชื่อ “โชคดี” แต่มันเสือกชื่อกระแดะเป็นภาษาฝรั่ง ว่า “เอมมี่”
คิดแค่นี้แม่งก็ไม่ยุติธรรมแล้ว…
.
.
.
เนื่องจาก ไอ้คำว่า “ตัวซวย” ที่มันติดอยู่ตรงหน้าผม ไปไหนๆก็มีแต่คนตายนี่แหละครับ
ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจอยากจะเป็น “หมอ” เพื่อรักษาคน
อย่างน้อยก็ให้อีป้าแต้วกับคนในหมู่บ้านมันรู้ซะบ้างว่า …
“กูนี่แหละจะเป็นคนช่วยชีวิตห่วยๆของพวกมึง”
แต่ก็เพราะความโง่ของผมนี่แหละครับ ทำให้ผมเป็นได้แค่
“บุรุษพยาบาล” กับ “คนขับรถฉุกเฉิน” ของโรงพยาบาลเล็กๆแห่งหนึ่ง
.
.
.
พอเป็นบุรุษพยาบาล ควบกับตำแหน่ง คนขับรถพยาบาล
หน้าที่หลักของผมก็กลายเป็น คนขับรถพยาบาลฉุกเฉิน พร้อมกับทำหน้าที่ บุรุษพยาบาล ไปด้วย
ผอ. โรงพยาบาลแกก็บอกผมว่า “จ้างคุณนี่คุ้มนะ ทำได้สองตำแหน่ง”
“งั้นต่อไปนี้คุณก็ขับรถไปคนเดียวนี่แหละ สบายดี”
คิดๆแล้ว ผมอยากจะหัวเราะให้กับความบัดซบของระบบแบบนี้ดังๆซักที
พวกมึงมีปัญญาสร้างโรงพยาบาล จ้างหมอแพงๆ แต่ไม่มีปัญญาจ้างบุรุษพยาบาลเพิ่ม
“ทุนนิยมที่มันเหี้ยจริงๆ”
.
.
.
ทีนี้ คุณลองคิดดูสิครับว่า
ไอ้คนที่มันจะเรียกรถพยาบาลนี่่ เป็นคนประเภทไหนกันบ้าง
ไม่เจ็บหนักใกล้ตาย ก็เกิดอุบัติเหตุสาหัส
สุดท้ายผมก็กลายเป็นตัวซวย ที่ทำให้คนพวกนี้ตายอยู่ดี
ทั้งๆที่ผมอยากเป็นคนกู้ชีวิตพวกเขา แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาส ….
ทุกครั้งที่โทรศัพท์เรียกรถฉุกเฉินดัง
ผมรู้สึกตลอดว่า นี่กูต้องไปดูคนตายอีกแล้วใช่ไหมวะ
.
.
.
อย่างครั้งล่าสุด …
เคสนี้เป็นคนแก่อายุ 85 กว่าๆ
ญาติโทรมาเรียกรถพยาบาลเพราะว่าหกล้มแล้วหัวใจหยุดเต้น
ผมไปถึงแกก็แทบจะไปสวรรค์เต็มตัวแล้วล่ะครับ ตัวงี้แข็ง ตางี้ค้าง
แต่ญาติแกก็จะให้ผมช่วย ผมไม่รู้จะทำไง ก็ต้องปั้มหัวใจไปเรื่อยๆ
ปั้มไปห้านาที
ปั้มไปสิบนาที
ปั้มไปยี่สิบนาที
แม่งถามผมว่า
“เมื่อไรคุณปู่จะฟื้นซักที”
ผมแม่งแทบจะตอบไปว่า
“กูจะบอกให้นะ ปู่มึงแม่งตายห่าไปตั้งแต่กูมาแล้ว สัส”
“ที่กูทำให้ก็เพราะหน้าที่ กับเห็นมึงครวญครางกันอยู่นี่แหละ เหี้ยเอ้ย”
แต่ก็ทำได้แต่เงียบๆ แล้วบอกว่า
“เสียใจด้วยครับ ผมคิดว่า…..แกคงไปดีแล้ว”
“ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
อีหมูเน่าตัวนึงกรีดร้อง เสียงดังลั่นบ้าน
มาแล้วครับ จังหวะนี้ ต้องตะโกนกันให้ชิบหายวายวอด
ไม่รู้อยากได้สมบัติคุณปู่นี่หรือว่าแม่งเสียใจจริงๆ
บอกตรงๆว่า ผมดูคนจังไรพวกนี้ค่อยไม่ออก …
.
.
โชคดีที่วันนี้ผมว่าง ไม่รู้จะทำอะไร เลยนั่งเล่นเฟสบุกกับลองเขียนไดอารี่ให้คุณอ่านนี่แหละครับ
คุณรู้ไหมครับว่า คุณโชคดีมากเลยนะ ที่ได้อ่านไดอารี่ของคนโชคร้ายอย่างผมเนี่ย 5555
พูดถึงช่วงว่างๆ ผมก็นั่งเล่นเฟสบุกตามประสาคนไอทีแหละครับ
ไอ้(อี)น้องตุ็ดของผมนี่แม่งก็ชอบ “อัพเฟส” ชิบหาย จะแดกเหี้ยอะไรก็ต้องบอกเค้า
ไปเที่ยวไหนก็ต้องเช็กอิน คิดอะไรในใจแม่งก็ต้องอัพสเตตัส กลัวคนไม่รู้ว่า “คุณกำลังคิดส้นตีนอะไรอยู่”
อย่างวันนี้แม่งตั้งสเตตัสว่า
“เล็บขบน่ะเรื่องเล็ก แต่เรื่องเย็กนี่เรื่องใหญ่” เหี้ยยยยเอ้ยยยยย คน Like แม่งเป็นสิบเป็นร้อย …
กะไอ้แค่สเตตัสปัญญาอ่อนแบบนี้อ่ะนะ
ทีผมตั้งว่า “คุณคิดยังไงกับการทำแท้งเสรีในประเทศไทย”
แม่งไม่มีหมาสักตัวมาตอบ ผมแม่งต้องคอยกดไลท์ตัวเอง
พร้อมกับภูมิใจเล็กๆว่า นี่กูทำประโยชน์ให้กับเฟสบุกแค่ไหน …
.
.
จะว่างั้นงี้ก็เหอะครับ ผมแม่งก็ชอบแอบดูชาวบ้านในเฟสบุกนะ แม่งตลกดี..
ก็ไม่รู้ว่าไอ้พวกบ้าโชว์อย่างอีเอมมี่ กับพวกชอบดูคนโชว์อย่างผม แบบไหนแม่งจะโรคจิตกว่ากัน
.
.
พูดถึงเรื่องเฟสบุก ช่วงหลังๆผมเห็นแม่งมีแต่คนบ่นถึงความทุกข์ของตัวเองลงในเฟส
บ่นเหี้ย ห่า ระยำ อะไรก็ได้ในเฟส คือมึงต้องรู้นะว่ากูเศร้า
เหมือนเฟสแม่งเป็นที่ระบายอารมณ์ คล้ายคุณปาขี้ใส่ใครสักคน ทำนองนั้นเลย
ยิ่งบางคนแล้วใหญ่ แม่งชอบนั่งบ่นในเฟส เพื่อสะท้อนความล้มเหลวในอุดมการณ์ของตัวเอง
ผมคิดว่าไอ้พวกนี้ แม่งชอบนั่งวาดฝันด่าทอสังคมทำตัวเหมือนนักปราชญ์ วันๆแม่งต้องคอยคม
คือไม่รู้ว่าพ่อมึงเป็นหินลับมีดหรือไง ชาตินี้ถึงต้องคอยคมตลอดเวลา …
เอาจริงๆแม่งก็กลวงเหมือนกูนั่นแหละ (อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะ คริคริ)
ไอ้พวกที่มีเฟสบุกนี่ยังไม่เท่าไร แต่คุณลองคิดถึงพวกที่แม่งไม่มีโอกาสจะเล่นบ้างสิ
ชีวิตแม่งไม่มีโอกาสจะมานั่ง เศร้านอยท้อถอย คอยอัพว่า “วันนี้เศร้าจังเบย”
เพราะชีวิตพวกแม่งต้องดิ้นรนเพื่อคนที่อยู่ข้างหลังได้อยู่รอดไง
.
.
.
(ครืด ครืด ครืด)
สงสัยผมจะบ่นถึงอีเอมมี่มากเกินไป แม่งโทรมาหาผมละ…
ไอ้โทรศัพท์นี่แม่งก็เป็นเหี้ยอะไรไม่รู้ เล่นเนตทีไรแม่งมีคนโทรหาทุกที
“ฮัลโหล เอมมี่ มีอะไร”
“พี่…. อากงหกล้มแล้วนิ่งไป พี่รีบเอารถของโรงพยาบาลมารับอากงหน่อยนะ ด่วนเลยนะพี่”
“หนูทำอะไรไม่ถูกแล้วพี่ อากงไม่ขยับเลย”
.
.
“อากงจะตายหรือเปล่าก็ไม่รู้”
.
.
.
.
.
(คงมีต่อ ถ้ามีโอกาสได้ต่อ)
Posted in Short Story
